
บริษัทนายจ้างทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้แก่พนักงาน มีปัญหาว่าบริษัทจะนำเงินที่จ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกันมาลงรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ และพนักงานจะต้องนำค่าเบี้ยประกันดังกล่าว มารวมเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ถือเป็นสวัสดิการของพนักงานหรือไม่ ซึ่งการจะตอบคำถามดังกล่าวได้ต้องรู้จักความหมายของ “เงินได้พึงประเมิน” เสียก่อนแล้วจะตอบคำถามข้างต้นได้อย่างมั่นใจแน่นอน
จากความหมายของ “เงินได้พึงประเมิน” ดังกล่าวจึงแยกลักษณะของเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับแล้วต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีดังนี้
ดังนั้น ผู้มีเงินได้รับเงินได้พึงประเมินในปีภาษีใดต้องนำเงินได้พึงประเมินนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษีที่ได้รับ เว้นแต่ มีกฎหมายกำหนดให้เงินได้พึงประเมินใดได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ ซึ่งเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีกำหนดไว้ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร
จึงเห็นได้ว่า การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าเป็นการรับเงินเท่านั้น การได้รับทรัพย์สิน เช่น ทายรางวัลผลฟุตบอลโลกได้รางวัลเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทีวี ตู้เย็น ก็ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย หรือได้รับประโยชน์ที่คำนวณได้เป็นเงิน เช่น ได้รับรางวัลให้ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศฟรี ก็ต้องนำประโยชน์ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศซึ่งแม้ไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียว ก็ต้องนำมูลค่าของประโยชน์ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยเช่นกัน
ส่วนบริษัทนายจ้างจะลงเป็นรายจ่ายตามความผูกพันของบริษัทนายจ้างหรือไม่ ถ้าจ่ายตามระเบียบสวัสดิการของบริษัทที่ได้ผูกพันไว้ตามระเบียบก็ลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ถ้าไม่ได้จ่ายตามระเบียบ ก็ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้นำมาลงเป็นรายจ่าย
อย่างไรก็ดี กรณีพนักงานหรือลูกจ้างที่นายจ้างได้ประกันสุขภาพกลุ่มให้พนักงานนั้น มีกฎหมาย ยกเว้นภาษี ให้พนักงานไม่ต้องนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพนั้นมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ตามข้อ 2(77) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126(พ.ศ. 2509 ) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ส่วนการประกันชีวิต นั้นพนักงานยังคงต้องนำเบี้ยประกันชีวิตที่นายจ้างจ่ายมารวมคำนวณเป็นเงินได้ของตนเองเพื่อเสียภาษี ไม่มีกฎหมายยกเว้นภาษี ให้แต่อย่างใด