
การปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวกับ
การตรวจสอบประมาณการทางบัญชี
การตรวจสอบประมาณการทางบัญชีเป็นอีกเรื่องที่ผู้สอบบัญชีคุ้นเคยกัน ซึ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมาสภาวิชาชีพบัญชีได้เผยแพร่ร่างมาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 540 ฉบับปรับปรุงตามมาตรฐานการสอบบัญชี ระหว่างประเทศค่ะ ซึ่งคาดว่าจะกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในประเทศไทยกับการตรวจสอบงบการเงินสำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563 จึงขอนำประเด็นที่ปรับปรุงมาเล่าสู่กันฟังจะได้อินเทรนด์แบบเน้น ๆ กันเลยค่ะ
การเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มตั้งแต่ชื่อเลย โดยจากเดิม คือ “การตรวจสอบประมาณการทางบัญชี รวมถึงประมาณการทางบัญชี ที่เกี่ยวกับมูลค่ายุติธรรมและการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง” เปลี่ยนเป็น “การตรวจสอบประมาณการทางบัญชี และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง” แล้วทำไมต้องปรับปรุงมาตรฐานฉบับนี้ด้วยนะ จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องปรับต้องเปลี่ยน ก็เพื่อรับลูกจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่นับวันจะลึกซึ้งขึ้นตามการปรับเปลี่ยน Business Model ของแต่ละกิจการ ซึ่งในมาตรฐานฉบับนี้ ได้ให้ตัวอย่างประมาณการทางบัญชีไว้ในย่อหน้าที่ ก1 อย่างเช่น
| ประมาณการทางบัญชี | TFRS ที่เกี่ยวข้อง |
| การวัดมูลค่าของสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน | TFRIC 12 เรื่อง ข้อตกลงสัมปทานบริการ |
| ค่าเผื่อสำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น | TFRS 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน |
| การวัดมูลค่าของหนี้สินตามสัญญาประกันภัย | TFRS 4 เรื่อง สัญญาประกันภัย |
| การรับรู้รายได้สำหรับสัญญาระยะยาว | TFRS 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า |
ความสมเหตุสมผลตามแม่บทการรายงานทางการเงิน หมายถึง ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในแม่บทการรายงานทางการเงินได้นำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงการนำมาใช้กับ![]() |
หนังสือเวียนนำส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลเงินกองทุนเพื่อรองรับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 |
และแน่นอนความยุ่งยากเหล่านั้นส่งผลต่อหลักการประเมินความเสี่ยงตลอดจนวิธีตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างแรง มาตรฐานฉบับนี้จึงนำเสนอแนวคิดว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเสี่ยง โดยกำหนดว่าต้องทำความเข้าใจ และพิจารณาผลกระทบจากความซับซ้อน การใช้ดุลยพินิจ และความไม่แน่นอนของประมาณการต่อความเสี่ยงสืบเนื่องและความเสี่ยงจากการควบคุม อีกทั้งพุ่งเป้ากับแนวทางวัดระดับความเสี่ยง (Scalability) จากปัจจัยเหล่านั้น ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น จำนวนหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นจากคดีความ ที่การคำนวณอาจไม่ได้ซับซ้อนแต่มีความไม่แน่นอนสูงและจำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยแต่ละคดีก็มีระดับความไม่แน่นอนต่างกันขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย อย่างเช่น คดีอยู่ในกระบวนการของศาลชั้นไหน ข้อเท็จจริงที่ผู้บริหารรวบรวมและประเมินไว้มีแค่ไหน ฯลฯ และต้องใช้ดุลยพินิจในระดับที่ต่างกันเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานและพยานที่มีว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ สามารถเสริมให้ชนะคดีได้หรือไม่ ดังนั้นถ้าเสี่ยงมากกว่าก็ต้องตรวจเยอะกว่าตามระเบียบค่ะ