
ทุกวันนี้ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ดี ภายในกิจการเองย่อมมีโอกาสในการทุจริตกันได้เสมอถ้าคนในสังคมละเลยคำว่า “หิริโอตตัปปะ” คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ก่อนอื่นผู้สอบบัญชีควรจะทราบว่าการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะทำการทุจริตจะมีองค์ประกอบใดบ้าง ซึ่งตามทฤษฎีสามเหลี่ยมการทุจริต (Fraud Triangle) ของ Donald R. Cressey ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สรุปปัจจัยเสี่ยงในการทุจริตได้ 3 ประการ ดังนี้
เมื่อผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบกิจการจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และต้องมองย้อนกลับไปทบทวนมาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 240 เรื่อง “ความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการพิจารณาการทุจริตในการตรวจสอบงบการเงิน” มาตรฐานการสอบบัญชีฉบับนี้ให้ถือปฏิบัติกับการตรวจสอบงบการเงินสำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ผู้เขียนยังจำได้ว่าช่วงนั้นเหล่าผู้สอบบัญชีทั้งหลายให้ความสนใจในมาตรฐานฉบับนี้เป็นอย่างมาก
แม้ว่าผู้สอบบัญชีอาจสงสัยการทุจริตหรืออาจระบุเหตุการณ์ของการทุจริตได้ แต่ผู้สอบบัญชีไม่ได้เป็นผู้ที่มีหน้าที่ทางกฎหมายในการหาข้อสรุปว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจริงหรือไม่ กระบวนการเหล่านี้ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลที่มีกระบวนการไต่สวนกันตามกฎหมาย ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายนั้นผู้สอบบัญชีอาจจะต้องขึ้นศาลในฐานะพยานที่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ หรือกระบวนการในการตรวจสอบเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับทนายจะซักถามข้อเท็จจริงจากผู้สอบบัญชีหรือไม่
ส่วนตัวผู้เขียนเองมักเลือกที่จะใช้การประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนการรับงานแล้วว่าจะมีประเด็นในเรื่องของการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ซึ่งบางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้นได้ความเสี่ยงของผู้สอบบัญชีที่ไม่สามารถตรวจพบการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผลมาจากการทุจริตของผู้บริหารนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่ผู้สอบบัญชีไม่สามารถตรวจพบการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นผลมาจากการทุจริตของพนักงาน เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งที่สามารถบิดเบือนรายการบันทึกทางบัญชีทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกทั้งแสดงข้อมูลทางการเงินอันเป็นเท็จหรือเข้าแทรกแซงการควบคุมที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการทำทุจริตของพนักงานทั่วไป เมื่อเราทราบเช่นนี้ ผู้สอบบัญชีต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการพิจารณาผู้บริหาร ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากดังสุภาษิตไทยว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” แต่ถ้าหากผู้สอบบัญชีอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติซึ่งกระทบต่อความสามารถในการปฏิบัติงานตรวจสอบต่อ โดยเป็นผลมาจากการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญซึ่งเป็นผลมาจากการทุจริตหรือข้อสงสัยการทุจริต ผู้สอบบัญชีต้องพิจารณาดังนี้
ก. พิจารณาถึงความรับผิดชอบทางวิชาชีพและทางกฎหมายภายใต้สถานการณ์นั้น ๆ รวมถึงพิจารณาถึงข้อกำหนดที่ผู้สอบบัญชีต้องรายงานให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่แต่งตั้งผู้สอบบัญชีหรือในบางกรณีรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล
ข. พิจารณาถึงความเหมาะสมที่จะถอนตัวจากการเป็นผู้สอบบัญชีในกรณีที่การถอนตัวนั้นเป็นไปได้ภายใต้กฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ค. หากผู้สอบบัญชีถอนตัว ให้ดำเนินการดังนี้
สุดท้ายนี้ ผู้สอบบัญชีทั้งหลายคงจะไม่มีผู้ใดต้องการที่จะขึ้นศาลเพื่อเป็นพยาน แต่บางครั้งเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเราได้รับงานและไปตรวจสอบกิจการเหล่านั้นแล้ว ดังนั้นเราต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและเก็บข้อมูลหลักฐานอย่างเพียงพอ